หอคอยซิดนีย์ หอคอยสังเกตการณ์และจุดชมวิวของเมืองซิดนี่ย์

หอคอยซิดนีย์ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญของเมืองซิดนี่ย์ ซึ่งจัดว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศออสเตรเลีย รองจากตึกคิววัน ในเมือง Gold Coast

หอคอยซิดนี่ย์

ซึ่งเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่ของประเทศออสเตรเลีย หอคอยแห่งนี้ถูกใช้เป็นหอสังเกตการณ์ หอสื่อสาร และหอวิทยุสำหรับกระจายสัญญาณโดยถูกก่อสร้างขึ้นในปี 1970 แล้วเสร็จปี 1981 เมื่อก่อสร้างเสร็จหอนี้มีความสูงโดยรวมเสาสัญญาณแล้วราว 309 เมตร ซึ่งเริ่มแรกการสร้างนั้นหอนี้ถูกสร้างให้มีความสูงที่ 279 เมตร ต่อมาในปี 1998 มีการเพิ่มความสูงของอาคารเป็น 327 เมตร

นอกจากนี้บริเวณฐานของหอคอยยังถูกตั้งเป็นศูนย์การค้า Centrepoint และถูกตั้งชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า หอคอย AMP หลังจาก  Westfield Group ได้เข้ามาซื้อกิจการในปี 2001 หอคอยนี้จัดว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงเป็นอันดับ 2 ของซีกโลกใต้ รองจาก Sky Tower เมือง Auckland ประเทศนิวซีแลนด์

นอกจากนี้แล้วหอคอยแห่งนี้ยังมีลิฟต์ความเร็วสูงถึง 3 ตัว และถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองซิดนี่ย์ ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาเที่ยวและช้อปปิ้งที่หอคอยแห่งนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังจัดว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของเมืองและเป็นสถานที่สำคัญทางการคมนาคมของเมืองอีกด้วย ด้านบนของหอคอยยังมีการจัดสถานที่ให้เป็นจุดชมวิวของเมืองซิดนี่ย์รอบ 360 องศา และยังมีโรงภาพยนตร์ 4 มิติบริการนักท่องเที่ยวได้ชมกัน

อีกทั้งยังมีห้องอาหารบุฟเฟ่ย์นานาชาติพร้อมชมวิวทิวทัศน์ของเมือง ยังมี 360 Bar and Dining ห้องอาหารสำหรับมื้อพิเศษแบบ fine dining เหมาะสำหรับวันสำคัญกับคนพิเศษ โดยบัตรเข้าชมก็มีให้เลือกทั้ง Gold Coast และ Sydney Tower Eyes

ซิดนี่ย์ เมืองท่องเที่ยวทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่แห่งออสเตรเลีย

ซิดนี่ย์ ชื่อของเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของออสเตรเลียและเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศนี้ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวที่เมืองแห่งนี้จำนวนมาก

ซิดนี่ย์

เมืองนี้จัดว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของออสเตรเลีย ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ มีจำนวนประชากรมากกว่า 4 ล้านคนอาศัยที่เมืองนี้ นับว่ามีประชากรมากกว่า เมืองแคนเบอร์ลาร์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของออสเตรเลียเสียอีก เมืองนี้ถูกก่อตั้งขึ้นราวปี พ.ศ. 2331 ซึ่งในยุคล่าอาณานิคมของอังกฤษซึ่งมีการอ้างกรรมสิทธิของอังกฤษเหนือดินแดนออสเตรเลีย

เมืองแห่งนี้จัดว่าเป็นเมืองที่รู้จักกันในชื่อว่า เมืองอ่าว เนื่องจากมีการคมนาคมผ่านเข้า-ออกเมืองนี้จำนวนมากอีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่งและมีชื่อเสียงในเมืองนี้ อาทิ โรงอุปรากรซิดนี่ย์ ซึ่งเป็นโรงละครที่มีการออกแบบทางสถาปัตยกรรมร่วมสมัยไว้อย่างน่าทึ้ง, ศาลาว่าการนครซิดนี่ย์ อาคารที่เก่าแก่ของเมืองที่อยู่สร้างขึ้นเมืองปี 1880 ,

ตึกควีนวิกตอเรีย อาคารที่ก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูโรมาเนสก์ ปัจจุบันถูกใช้เป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองซึ่งถูกสร้างขึ้นราวปี 1893-1898 ซึ่งถือว่าเป็นอาคารที่สวยงามแห่งหนึ่งของเมือง และสะพานซิดนี่ย์ฮาร์เบอร์ สะพานที่สำคัญของเมืองใช้สำหรับการสัญจรของผู้คนในเมืองแห่งนี้ อีกทั้งยังมีจุดชมวิวที่สวยงามของอ่าวซิดนี่ย์นอกจากนี้ยังเป็นสะพานที่มีขนาดใหญ่มีทางเดินรถมากถึง 6 เลน ซึ่งเรือต่างๆที่เดินทางเข้ามายังเมืองจะผ่านจุดสะพานนี้

โขดหินอุลูรู ก้อนหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ดินแดนของออสเตรเลียนั้นมีสถานที่ทางธรรมชาติมากมายอีกสถานที่หนึ่งอย่าง โขดหินอุลูรู

จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของประเทศออสเตรเลีย โขดหินอุลูรู หรือ

เรียกอีกชื่อว่า หินแอร์ส ซึ่งชื่อเดิมตั้งตามชื่อของ เซอร์เฮนรี่ แอร์ส นายกรัฐมนตรีของเซาธ์

ออสเตรเลียในปี ค.ศ. 1873 โดยในปัจจุบันได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า โขดหินอุลูรู ซึ่งเป็น

ภาษาอะบอริจิน มีลักษณะเป็นสันเขารูปโดมคล้ายมันฝรั่งตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางพื้นที่ของทะเล

ทรายทางภาคกลางของออสเตรเลีย คล้ายเป็นสันเขาที่โผล่ขึ้นจากพื้นดิน เดิมทีเชื่อว่าหินอุลูรูนั้น

เป็นภูเขา ต่อมานักธรณีวิทยาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าประกอบด้วยแร่ธาตุที่เป็นหินแข็ง จึงทำให้

มันเป็นก้อนหินไม่ใช่ภูเขาแต่อย่างใด โดยวัดรอบฐานกว้าง 9 กิโลเมตร สูง 348 เมตร ทำให้มันคือ

โขดหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โขดหินอุลูรู นั้นมีลักษณะเป็นหินทรายสีแดงเป็นหินอาร์โคส ไม่มีต้นไม้

ขึ้นปกคลุม โขดหินนี้สามารถมองได้ไกลถึงระยะ 100 – 500 เมตรเลยทีเดียว บริเวณโดยรอบหินนั้น

มีร่องแตกแยกจากการกัดเซาะของฝนและลมเป็นเวลานาน นอกจากนี้สีของหินยังเปลี่ยนแปลงไป

ตามช่วงเวลาเช่น ช่วงเย็นใกล้อาทิตย์ตกจะเห็นเป็นหินสีเหลืองส้ม ช่วงกลางวันแดดจ้าจะเห็นเป็น

หินสีแดงเหมือนภูมิประเทศบนดาวอังคาร เป็นต้น นักธรณีวิทยาสันนิฐานว่า โขดหินอุลูรู นั้นมีอายุ

โขดหินอุลูรู

โขดหินอุลูรู

ราว 500 – 550 ล้านปีมาแล้วโดยหินนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นมหาสมุทรมาก่อนซึ่งในตอนนั้นทวีป

ออสเตรเลียจมอยู่ใต้น้ำและเวลาผ่านไปน้ำในมหาสมุทรลดระดับลงจนทำให้พื้นที่ของทวีปโผ่ลขึ้น

มาและเปลือกโลกดันตัวจนทำให้โขดหินนี้โผล่ขึ้นมานั่นเอง เมื่อมองใกล้ๆโขดหินจะมีลักษณะมี

รอยแยกและมีส่วนนูนๆหลายแห่งทั้งนี้ โขดหินอุลูรู นั้นเป็นสัญลักษณ์ตามความเชื่อของเผ่าอะบอริ

จินมายาวนานแล้วตามตำนานกล่าวไว้ว่า โขดหินอุลูรู ถือว่าเป็นเส้นทางแห่งความฝันและถูกสร้าง

โดยบรรพบุรุษของพวกเขาและเชื่อว่าในบริเวณของโขดหินนี้เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ครึ่งกระต่าย,

มนุษย์ครึ่งจิงโจ้ และมนุษย์ครึ่งงู และมีความเชื่อว่ามนุษย์ครึ่งงูเป็นภัยต่อชนเผ่าอะบอริจิน นั่นทำให้

ในปัจจุบันงูพิษต่างๆในพื้นที่นั้นมาจากมนุษย์ครึ่งงูนั่นเอง บ้างก็ว่าพื้นที่ของโขดหินอุลูรูเป็นสถานที่

ที่มนุษย์ครึ่งงูพวกเขาถูกสาปให้กลายเป็นโขดหิน นี้คือความเชื่อตำนานที่เล่าต่อๆกันมาของชาวอะ

บอริจิน ปัจจุบันโขดหินอุลูรูจัดว่าเป็นสวรรค์ของเหล่านักเดินป่าที่ชื่นชอบการผจญภัยซึ่งภายในมี

เส้นทางเดินป่าระยะทาง 4 กิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติคาคาดู หนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อุทยานแห่งชาติคาคาดู เป็นอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายทางชีววิทยาและ

ภูมิศาสตร์อย่างมากเป็นดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยวหลายคนที่อยากเดินทางมาสัมผัสความ

งดงามนี้ อุทยานแห่งชาติคาคาดู ตั้งอยู่ที่ดินแดนเทิร์นเทร์ริทอรี่ประเทศออสเตรเลีย ห่างจากเมือง

ดาวินไปทางตะวันออก 191 กิโลเมตร อุทยานแห่งชาติคาคาดู เป็นอุทยานแห่งชาติที่จัดว่ามีเนื้อที่

ที่มีขนาดใหญ่มากโดยมีเนื้อที่ประมาณ 19,800 ตารางกิโลเมตร จัดว่าเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติ

ของโลกที่ใหญ่ที่สุดได้รับการขึ้นทะเบียนในวันที่ 5 เมษายน ปี 1979 อุทยานแห่งชาติคาคาดูนั้นมี

ภูมิประเทศที่สวยงามมีลักษณะป่าดิบชื้นเขตร้อนที่กว้างใหญ่และมีหน้าผาสูงที่ทอดยาวกินพื้นที่ราว

1,200 กิโลเมตร และมีแหล่งน้ำ แม่น้ำ บึงน้ำ ภูเขาหินที่อุดมสมบูรณ์มากนอกจากนี้ภายในอุทยาน

ยังมีทั้งพืชพรรณนานาชนิด สัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนกที่มีทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพกว่า 1000

สายพันธุ์เดินทางมายังอุทยานแห่งชาตินี้ซึ่งถือว่าเป็นสวรรค์ของเหล่านกพวกนี้เพราะว่าเป็นแหล่ง

อุทยานแห่งชาติคาคาดู

อุทยานแห่งชาติคาคาดู

อาหารที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก สภาพอากาศของอุทยานแห่งชาติคาคาคูนั้นมีสองฤดูคือ ฤดูแล้ง

และฤดูฝน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมของมหาสมุทรอินเดียโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะมีสภาพ

อากาศที่แปรปรวนมากมีฝนตกหนาแน่นและเกิดพายุฟ้าคะนอง ซึ่งปริมาณน้ำค่อนข้างมีความหนา

แน่นแต่เมื่อเทียบกับป่าอเมซอนแล้ว พื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติคาคาคูนั้นไม่ค่อยมีน้ำท่วมสูงนัก

แต่ก็จะมีแหล่งน้ำขังบ้างกลายเป็นทุ่งหญ้ากึ่งทะเลสาบ ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาตินี้มีสัตว์

ประเภทเลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมากที่มีกว่า 60 ชนิด เช่น วอลลาบีภูเขาหูสั้น จิงโจ้แอนทีโลป วอล

ลารูดำ หมาป่าดิงโก้ ควอลล์ หนูต้นไม้เท้าดำ แบนดิคูดสีน้ำตาล ค้างคาวกินผลไม้สีดำ รวมถึง

พะยูนเข้ามาหากินในเขตพื้นที่ใกล้ชายฝั่งด้วย อีกหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาตินี้คือ

จระเข้ ที่มีจำนวนมากในออสเตรเลีย ภายในอุทยานแห่งชาติคาคาคูนั้นมีประชากรจระเข้ทั้งน้ำจืด

และน้ำเค็มจำนวนมาก ซึ่งในช่วงกลางวันตามแหล่งน้ำจะเห็นจระเข้ขึ้นมานอนอาบแดดมากมาย ซึ่ง

จระเข้น้ำจืดนั้นจะมีขนาดกว่าจระเข้น้ำเค็มและดุร้ายน้อยกว่ามาก ซึ่งทางอุทยานมีป้ายเตือนนักท่อง

เที่ยวให้ระวังจระเข้ตามแหล่งน้ำ โดยเฉพาะจระเข้น้ำเค็มที่มีความดุร้ายและขนาดลำตัวที่ใหญ่มาก

นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆอีกมากมายหลากหลายชนิด ทั้งยังมีปลา แมลงต่างๆกว่า

10,000 ชนิด พืชต้นไม้กว่า 1,700 ชนิดในเขตอุทยานซึ่งนับว่าอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ทั้งนี้อุทยาน

แห่งชาติคาคาคูได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดยยูเนสโกเมื่อปี 1981