อุทยานแห่งชาติตองการิโร อุทยานประวัติศาสตร์แห่งนิวซีแลนด์

อุทยานแห่งชาติตองการิโร เป็นอุทยานแห่งชาติทางประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ที่เกาะเหนือของประเทศ

นิวซีแลนด์ อยู่ห่างจากเมืองโอ๊คแลนด์และเวลลิงตันประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง ได้รับการขึ้นทะเบียน

เป็นอุทยานแห่งชาติในปี 1887 และเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศนิวซีแลนด์ ภายใน

อุทยานแห่งชาติประกอบด้วยแหล่งน้ำธรรมชาติ ทะเลสาบต่างๆ และมีธรรมชาติที่สวยงามรวมถึงยัง

เป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การศึกษาทางธรณีวิทยาด้วย อุทยานแห่งชาติตองการิโรจัดว่าเป็นแหล่งท่อง

เที่ยวที่สำคัญและเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่ผู้คนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก ภายใน

เขตอุทยานมีลักษณะภูมิประเทศที่โดดเด่นและมีความหลากหลาย ซึ่งประกอบด้วยภูเขาไฟที่มีชื่อ

เสียงของประเทศจำนวน 3 ลูกซึ่งยังไม่ดับสนิทได้แก่ ภูเขาไฟรัวเปฮู , ภูเขาไฟงาอูรูฮอเอ และ

ภูเขาไฟตองการิโร ซึ่งก็เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิท รวมถึงยังประกอบด้วยที่ราบทุ่งหญ้าแอลไฟน์

และมีแหล่งน้ำพุร้อนหลายจุดภายในอุทยาน นอกจากนี้ยังมีทัศนียภาพของเทือกเขาที่มีหิมะ

ปกคลุมแห่งความสวยงาม นักท่องเที่ยวนั้นจะดื่มด่ำกับธรรมชาติที่หลากหลายตลอดพื้นที่ 795

ตารางกิโลเมตร อุทยานแห่งชาติตองการิโรนั้นถือกำเนิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในช่วงที่

เกาะเหนือของนิวซีแลนด์ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกัน ก่อให้เกิดภูเขาไฟขึ้นหลายลูกในบริเวณนั้นซึ่ง

เวลาหลายล้านปีต่อมาภูเขาไฟเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งจนทำให้ปัจจุบันมีเหลือภูเขาไฟ

อุทยานแห่งชาติตองการิโร

อุทยานแห่งชาติตองการิโร

เพียง 3 ลูกภายในเขตอุทยานซึ่งในพื้นที่ของภูเขาไฟเหล่านั้นมีทัศนียภาพที่แปลกตาและงดงาม

บางจุดมีทะเลสาบที่ถือกำเนิดจากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วหลายจุด นอกจากแหล่งภูเขาไฟ

แล้วพื้นที่โดยรอบยังมีป่าเขตหนาวอบอุ่นซึ่งก็มีลำธารซึ่งน้ำนั้นไหลลงมาจากเทือกเขาซึ่งมีความ

สวยงามอย่างมาก อุทยานแห่งชาติตองการิโรนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของนักผจญภัย

เช่น การเดินป่า, ล่องเรือริมทะเลสาบสีเขียวมรกต, ปั่นจักรยานเสือภูเขา และกิจกรรมทางกีฬาเช่น

การเล่นสกีหิมะในช่วงฤดูหนาว นอกจากเป็นที่ท่องเที่ยวสำคัญแล้วอุทยานแห่งชาติตองการิโรยัง

ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติด้วย ซึ่งในอดีตนั้นพื้นที่ของ

อุทยานเคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวพื้นเมืองอย่างชนเผ่าเมารีซึ่งมีหลักฐานว่าเคยอาศัยอยู่

ใกล้กับภูเขาไฟและริมทะเลสาบซึ่งถือว่ามีความสำคัญทางวัฒนธรรมและพื้นที่อุทยานค่อนข้างมี

ความเก่าแก่โดยจัดว่าเป็นสถานที่ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ สำหรับในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของ

อุทยานแห่งชาติตองการิโรนั้นเหมาะแก่การท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวซึ่งจะมีลักษณะ

ของภูมิทัศน์ที่งดงามต่างกันออกไป แถมยังมีประวัติศาสตร์เช่น Kaikawaka Villa ซึ่งเป็นกระ

ท่อมกลางป่าสร้างขึ้นในช่วงปี 1930 ปัจจุบันดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์

มิลฟอร์ดซาวน์ แดนสวรรค์แห่งนิวซีแลนด์

มิลฟอร์ดซาวน์ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแห่งดินแดนออสเตรเลียและภูมิ

ภาคออสตราลาเซีย มิลฟอร์ดซาวน์ ตั้งอยู่บริเวณเขตอุทยานแห่งชาติฟยอร์ดแลนด์ ในเกาะใต้ของ

ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ สถานที่แห่งนี้จัดว่าเป็นจุดหมาย

ปลายทางแห่งหนึ่งที่จัดว่าเป็นดินแดนสวรรค์แห่งซีกโลกใต้ มิลฟอร์ดซาวน์ มีลักษณะเป็นอ่าวฟ

ยอร์ดขนาดเล็กคล้ายกับฟยอร์ดที่นอร์เวย์ เปรียบเสมือนกับฟยอร์ดแห่งขั่วโลกใต้ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้น

จากธารน้ำแข็งแต่เป็นการกระทำทางธรณีวิทยา ซึ่งภายในมีทัศนียภาพของธรรมชาติที่จัดว่ามีความ

งดงามอย่างมากจึงถูกจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกซึ่งสถานที่แห่งนี้มีความสงบและ

ความเป็นธรรมชาติสูงมาก อีกทั้งยังได้รับขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย มิลฟอร์ดซาวน์ เกิด

จากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกบริเวณประเทศนิวซีแลนด์เมื่อหลายล้านปีก่อนทำให้เกิดรอยแยก

มิลฟอร์ดซาวน์

มิลฟอร์ดซาวน์

กว้างและยาวลึกเข้าไปในแผ่นดินลักษณะคล้ายกับแม่น้ำ ต่อมาทำให้น้ำทะเลไหลเข้าไปในบริเวณ

รอยแยกดังกล่าวก่อเกิดรวมถึงทะเลก็เซาะบริเวณชายฝั่งทำให้เกิดลักษณะของภูเขาสูงและมีผืนน้ำ

เบื้องหลังในที่สุด โดยลักษณะของฟยอร์ดจะมีความแตกต่างจากฟยอร์ดในนอร์เวย์คือ ที่นอร์เวย์จะ

เป็นการละลายของธารน้ำแข็งและการกัดเซาะเกิดเป็นหน้าผาสูงชันหลายร้อยเมตรและหน้าผาเป็น

หินแข็งและสูงชันมาก และส่วนฟยอร์ดที่ มิลฟอร์ดซาวน์ นั้นประกอบด้วยภูเขาที่ถูกดันตัวขึ้นมาโดย

จุดที่สูงที่สุดคือ ภูเขาเพลมโบลค สูง 2,015 เมตรและบริเวณโดยรอบคือป่าไม้ในเขตหนาวอบอุ่นที่

มีความสวยงามซึ่งหากวันที่ท้องฟ้าเปิดจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบอย่างสวยงาม

นอกจากนี้ภายในมิลฟอร์ดซาวน์นั้นยังมีน้ำตกที่มีชื่อเสียงของอุทยานชื่อว่า น้ำตกโบเว่น เป็นน้ำตก

ที่สูงที่สุดในประเทศโดยมีความสูงประมาณ 160 เมตรไหลลงมาจากผาสูงชันจัดว่าเป็นจุดชมวิวที่

สวยงามนอกจากนี้บริเวณโดยรอบของน้ำตกยังเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าแมวน้ำจำนวนมากด้วย ซึ่ง

ในวันที่มีอากาศแจ่มใสเหล่าแมวน้ำจะขึ้นมาบนโขดหินอาบแดดให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมกัน

โดยภายในอุทยานแห่งชาติและมิลฟอร์ดซาวน์นั้นจะมีบริเวณเรือท่องเที่ยวพาทัวร์นักท่องเที่ยวชม

บริเวณโดยรอบของมิลฟอร์ดซาวน์ ซึ่งเรือจะมีการบริการทั้งอาหาร เครื่องดื่มต่างๆ รวมถึงสามารถ

ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปบนดาดฟ้าของเรือได้เลย โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกเที่ยวเรือได้ตัวเอง

นอกจากนี้แล้วหากใครที่ไม่ชอบการนั่งเรือชม ภายในอุทยานยังมีบริการเครื่องบินเล็กท่องเที่ยว

ด้วยแต่อัตราค่าบริการเครื่องบินนั้นค่อนข้างแพงมากและในวันที่อากาศไม่แจ่มใสจะไม่ให้บริการ

เพื่อความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวซึ่งมิลฟอร์ดซาวน์จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งหนี่

งของนิวซีแลนด์

 

 

โขดหินอุลูรู ก้อนหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ดินแดนของออสเตรเลียนั้นมีสถานที่ทางธรรมชาติมากมายอีกสถานที่หนึ่งอย่าง โขดหินอุลูรู

จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของประเทศออสเตรเลีย โขดหินอุลูรู หรือ

เรียกอีกชื่อว่า หินแอร์ส ซึ่งชื่อเดิมตั้งตามชื่อของ เซอร์เฮนรี่ แอร์ส นายกรัฐมนตรีของเซาธ์

ออสเตรเลียในปี ค.ศ. 1873 โดยในปัจจุบันได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า โขดหินอุลูรู ซึ่งเป็น

ภาษาอะบอริจิน มีลักษณะเป็นสันเขารูปโดมคล้ายมันฝรั่งตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางพื้นที่ของทะเล

ทรายทางภาคกลางของออสเตรเลีย คล้ายเป็นสันเขาที่โผล่ขึ้นจากพื้นดิน เดิมทีเชื่อว่าหินอุลูรูนั้น

เป็นภูเขา ต่อมานักธรณีวิทยาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าประกอบด้วยแร่ธาตุที่เป็นหินแข็ง จึงทำให้

มันเป็นก้อนหินไม่ใช่ภูเขาแต่อย่างใด โดยวัดรอบฐานกว้าง 9 กิโลเมตร สูง 348 เมตร ทำให้มันคือ

โขดหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โขดหินอุลูรู นั้นมีลักษณะเป็นหินทรายสีแดงเป็นหินอาร์โคส ไม่มีต้นไม้

ขึ้นปกคลุม โขดหินนี้สามารถมองได้ไกลถึงระยะ 100 – 500 เมตรเลยทีเดียว บริเวณโดยรอบหินนั้น

มีร่องแตกแยกจากการกัดเซาะของฝนและลมเป็นเวลานาน นอกจากนี้สีของหินยังเปลี่ยนแปลงไป

ตามช่วงเวลาเช่น ช่วงเย็นใกล้อาทิตย์ตกจะเห็นเป็นหินสีเหลืองส้ม ช่วงกลางวันแดดจ้าจะเห็นเป็น

หินสีแดงเหมือนภูมิประเทศบนดาวอังคาร เป็นต้น นักธรณีวิทยาสันนิฐานว่า โขดหินอุลูรู นั้นมีอายุ

โขดหินอุลูรู

โขดหินอุลูรู

ราว 500 – 550 ล้านปีมาแล้วโดยหินนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นมหาสมุทรมาก่อนซึ่งในตอนนั้นทวีป

ออสเตรเลียจมอยู่ใต้น้ำและเวลาผ่านไปน้ำในมหาสมุทรลดระดับลงจนทำให้พื้นที่ของทวีปโผ่ลขึ้น

มาและเปลือกโลกดันตัวจนทำให้โขดหินนี้โผล่ขึ้นมานั่นเอง เมื่อมองใกล้ๆโขดหินจะมีลักษณะมี

รอยแยกและมีส่วนนูนๆหลายแห่งทั้งนี้ โขดหินอุลูรู นั้นเป็นสัญลักษณ์ตามความเชื่อของเผ่าอะบอริ

จินมายาวนานแล้วตามตำนานกล่าวไว้ว่า โขดหินอุลูรู ถือว่าเป็นเส้นทางแห่งความฝันและถูกสร้าง

โดยบรรพบุรุษของพวกเขาและเชื่อว่าในบริเวณของโขดหินนี้เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ครึ่งกระต่าย,

มนุษย์ครึ่งจิงโจ้ และมนุษย์ครึ่งงู และมีความเชื่อว่ามนุษย์ครึ่งงูเป็นภัยต่อชนเผ่าอะบอริจิน นั่นทำให้

ในปัจจุบันงูพิษต่างๆในพื้นที่นั้นมาจากมนุษย์ครึ่งงูนั่นเอง บ้างก็ว่าพื้นที่ของโขดหินอุลูรูเป็นสถานที่

ที่มนุษย์ครึ่งงูพวกเขาถูกสาปให้กลายเป็นโขดหิน นี้คือความเชื่อตำนานที่เล่าต่อๆกันมาของชาวอะ

บอริจิน ปัจจุบันโขดหินอุลูรูจัดว่าเป็นสวรรค์ของเหล่านักเดินป่าที่ชื่นชอบการผจญภัยซึ่งภายในมี

เส้นทางเดินป่าระยะทาง 4 กิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติคาคาดู หนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อุทยานแห่งชาติคาคาดู เป็นอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายทางชีววิทยาและ

ภูมิศาสตร์อย่างมากเป็นดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยวหลายคนที่อยากเดินทางมาสัมผัสความ

งดงามนี้ อุทยานแห่งชาติคาคาดู ตั้งอยู่ที่ดินแดนเทิร์นเทร์ริทอรี่ประเทศออสเตรเลีย ห่างจากเมือง

ดาวินไปทางตะวันออก 191 กิโลเมตร อุทยานแห่งชาติคาคาดู เป็นอุทยานแห่งชาติที่จัดว่ามีเนื้อที่

ที่มีขนาดใหญ่มากโดยมีเนื้อที่ประมาณ 19,800 ตารางกิโลเมตร จัดว่าเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติ

ของโลกที่ใหญ่ที่สุดได้รับการขึ้นทะเบียนในวันที่ 5 เมษายน ปี 1979 อุทยานแห่งชาติคาคาดูนั้นมี

ภูมิประเทศที่สวยงามมีลักษณะป่าดิบชื้นเขตร้อนที่กว้างใหญ่และมีหน้าผาสูงที่ทอดยาวกินพื้นที่ราว

1,200 กิโลเมตร และมีแหล่งน้ำ แม่น้ำ บึงน้ำ ภูเขาหินที่อุดมสมบูรณ์มากนอกจากนี้ภายในอุทยาน

ยังมีทั้งพืชพรรณนานาชนิด สัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนกที่มีทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพกว่า 1000

สายพันธุ์เดินทางมายังอุทยานแห่งชาตินี้ซึ่งถือว่าเป็นสวรรค์ของเหล่านกพวกนี้เพราะว่าเป็นแหล่ง

อุทยานแห่งชาติคาคาดู

อุทยานแห่งชาติคาคาดู

อาหารที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก สภาพอากาศของอุทยานแห่งชาติคาคาคูนั้นมีสองฤดูคือ ฤดูแล้ง

และฤดูฝน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมของมหาสมุทรอินเดียโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะมีสภาพ

อากาศที่แปรปรวนมากมีฝนตกหนาแน่นและเกิดพายุฟ้าคะนอง ซึ่งปริมาณน้ำค่อนข้างมีความหนา

แน่นแต่เมื่อเทียบกับป่าอเมซอนแล้ว พื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติคาคาคูนั้นไม่ค่อยมีน้ำท่วมสูงนัก

แต่ก็จะมีแหล่งน้ำขังบ้างกลายเป็นทุ่งหญ้ากึ่งทะเลสาบ ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาตินี้มีสัตว์

ประเภทเลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมากที่มีกว่า 60 ชนิด เช่น วอลลาบีภูเขาหูสั้น จิงโจ้แอนทีโลป วอล

ลารูดำ หมาป่าดิงโก้ ควอลล์ หนูต้นไม้เท้าดำ แบนดิคูดสีน้ำตาล ค้างคาวกินผลไม้สีดำ รวมถึง

พะยูนเข้ามาหากินในเขตพื้นที่ใกล้ชายฝั่งด้วย อีกหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาตินี้คือ

จระเข้ ที่มีจำนวนมากในออสเตรเลีย ภายในอุทยานแห่งชาติคาคาคูนั้นมีประชากรจระเข้ทั้งน้ำจืด

และน้ำเค็มจำนวนมาก ซึ่งในช่วงกลางวันตามแหล่งน้ำจะเห็นจระเข้ขึ้นมานอนอาบแดดมากมาย ซึ่ง

จระเข้น้ำจืดนั้นจะมีขนาดกว่าจระเข้น้ำเค็มและดุร้ายน้อยกว่ามาก ซึ่งทางอุทยานมีป้ายเตือนนักท่อง

เที่ยวให้ระวังจระเข้ตามแหล่งน้ำ โดยเฉพาะจระเข้น้ำเค็มที่มีความดุร้ายและขนาดลำตัวที่ใหญ่มาก

นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆอีกมากมายหลากหลายชนิด ทั้งยังมีปลา แมลงต่างๆกว่า

10,000 ชนิด พืชต้นไม้กว่า 1,700 ชนิดในเขตอุทยานซึ่งนับว่าอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ทั้งนี้อุทยาน

แห่งชาติคาคาคูได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดยยูเนสโกเมื่อปี 1981

นิวซีแลนด์ ประเทศโดดเดี่ยวแห่งแปซิฟิกตอนใต้

นิวซีแลนด์ เป็นของประเทศหนึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปออสเตรเลียได้รับการ

ขนานนามว่าดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว ห่างจากออสเตรเลียราว 2,000 กิโลเมตร นิวซีแลนด์เป็น

ส่วนหนึ่งของภูมิภาคในทวีปออสเตรเลียแต่ต่อมาได้กำหนดภูมิภาคใหม่ให้ตั้งอยู่ในเขตภูมิภาคออส

ตราลาเซียของมหาสมุทรแปซิฟิก นิวซีแลนด์ประกอบด้วยเกาะใหญ่จำนวน 2 เกาะ มีเมืองหลวงชื่อ

ว่าเวลลิงตัน นิวซีแลนด์จัดว่าเป็นประเทศที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวทางซีกโลกใต้เป็นดินแดนที่มี

ความสวยงามของธรรมชาติอย่างมากมีเนื้อที่ราว 268,021 ตารางกิโลเมตร นิวซีแลนด์ถือกำเนิด

แล้ว 60 ล้านปีก่อนนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านิวซีแลนด์แยกตัวออกจากออสเตรเลีย แต่นัก

วิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า นิวซีแลนด์เคยเป็นส่วนนหนึ่งของทวีปโบราณที่ชื่อว่าซีแลนเดียซึ่งมี

ขนากเท่ากับประเทศอินเดีย ต่อมาราว 84 ล้านปีก่อนทวีปดังกล่าวได้จมหายไปในทะเล และการ

เคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกเมื่อ 25 ล้านปีก่อนทำให้พื้นดินค่อยยกตัวขึ้นมาเป็นดินแดนของ

นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์ในที่สุด จากหลักฐานในปัจจุบันเชื่อว่าพื้นที่ของซีแลนเดียนั้นจมอยู่ใต้น้ำราว 5,000 ฟุต

นิวซีแลนด์อยู่ใกล้ออสเตรเลียมากที่สุดและมีความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งมีชีวิตที่แตกต่าง

จากประเทศอื่นๆ รวมถึงภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย โดยนิวซีแลนด์ถูกแบ่งออกเป็นเกาะใหญ่

2 เกาะห่างกันราว 20 กิโลเมตรโดยทะเลที่อยู่ระหว่างเกาะมีชื่อเรียกว่าช่องแคบคุก ภูมิประเทศ

ประกอบด้วยเทือกเขาสูงสลับชั้น ทางภาคเหนือเป็นที่ราบสูง ส่วนทางภาคใต้ประกอบด้วยเทือกเขา

สูงและภูเขาไฟ โดยภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศชื่อว่า  Aoraki/Mount Cook ซึ่งมีความสูง 3,754

เมตร และภูเขาไฟ Mount Ruapehu สูง 2,797 เมตร ปัจจุบันยังคงปะทุอยู่นอกจากนี้บริเวณทิว

เขายังมีทะเลสาบน้ำจืดที่สวยงามมากรวมถึงมีแหล่งน้ำจืดที่ครอบคลุมอันดับ 7 ของโลก

นิวซีแลนด์มีฤดูกาลทั้งสิ้น 4 ฤดูกาลในแต่ละฤดูกาลมีความงดงามของธรรมชาติที่แตกต่างออกไป

ทั้งนี้ส่วนใหญ่ภูมิอากาศของประเทศนั้นอยู่ในเขตหนาวอบอุ่น มีอากาศที่เย็นสบายในฤดูร้อนและ

หนาวจัดในฤดูหนาวแต่จะไม่หนาวจัดมากนักบางครั้งมีฝนตก บางจุดมีภูมิอากาศแบบชุ่มชื้น

เนื่องจากประเทศตั้งอยู่ใกล้กับจุดที่เรียกว่า ลมประจำพัดผ่านและกระแสน้ำอุ่นจากออสเตรเลีย

เกาะเหนือจะมีอากาศอบอุ่นอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 25 องศา สำหรับฤดูหนาวนั้นจะมีหิมะบางส่วนแต่

จะปกคลุมหนาแน่นที่ Mount Cook นิวซีแลนด์มีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานราว 700 ปีก่อนเป็นชาวพื้น

เมืองที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันเรียกว่า ชาวมาวรี และต่อมาดินแดนนี้ก็ถูกค้นพบโดยชาวดัตซ์ซึ่งล่องเรือ

มาจากออสเตรเลียและเจอกับเกาะนิวซีแลนด์โดยบังเอิญ ปัจจุบันนิวซีแลนด์ปกครองระบอบ

ประชาธิปไตย และ ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ประมุขแห่งรัฐ โดย สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซา

เบธที่ 2 เป็นประมุข

 

หมู่เกาะโซโลมอน สวรรค์แห่งท้องทะเลของชายฝั่งแปซิฟิก

หมู่เกาะโซโลมอน หากจะกล่าวถึงดินแดนสวรรค์ของท้องทะเลอย่างมัลดีฟส์ที่ว่าสวยงามแล้วอีก

แห่งที่สวยงามไม่แพ้

กันอย่าง หมู่เกาะโซโลมอน หมู่เกาะทางชายฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก หมู่เกาะโซโลมอน เป็น

ประเทศที่เป็นหมู่เกาะประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 900 เกาะในพื้นที่ของดินแดนทวีป

ออสเตรเลียรวมพื้นที่ประมาณ 28,000 ตารางกิโลเมตรตั้งอยู่ทางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ซึ่งหมู่

เกาะแห่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพซึ่งปัจจุบันยังคงปกครองภายใต้การปกครองของพระ

ราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร หมู่เกาะโซโลมอนจัดว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีทะเลที่

สวยงามติดอันดับโลกซึ่งมีทัศนียภาพของท้องทะเลที่งดงามมาก นักวิทยาศาสตร์สันนิฐานว่าหมู่

เกาะโซโลมอนถือกำเนิดขึ้นประมาณ 2 – 3 ล้านปีก่อนจากการปะทุของภูเขาไฟใต้ทะเลและเกิด

เป็นเกาะใหม่ขึ้นในทะเลทำให้ปัจจุบันหมู่เกาะโซโลมอนมีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะภูเขาไฟ

ซึ่งยังไม่ดับสนิทจำนวน 10 เกาะ หมู่เกาะโซโลมอนถือกำเนิดเกาะใหม่เรื่อยๆบ่อยครั้งนัก

หมู่เกาะโซโลมอน

หมู่เกาะโซโลมอน

วิทยาศาสตร์เชื่อว่าจะมีเกาะเกิดใหม่ในพื้นที่ของหมู่เกาะโซโลมอนอีกหลายเกาะนอกจากนี้ยังสันนิ

ฐานว่าเกาะแห่งนี้มีมนุษย์เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะนี้มานานกว่า 2,000 ปีแล้วจนกระทั่งในช่วงปี

1568 ในช่วงยุคแห่งการสำรวจแผ่นดินใหม่ หมู่เกาะแห่งนี้ก็ถูกค้นพบโดยนักสำรวจชาวสเปนชื่อว่า

Alvaro de Mendana และยังไม่มีการยึดครองดินแดนจากยุโรปในช่วงนั้นทำให้เกาะแห่งนี้ยัง

ไม่มีผู้คนเดินทางเข้าไปอาศัยในเกาะแห่งนี้เป็นเวลากว่า 250 ปี จนกระทั่งในช่วงยุคล่าอาณานิคมปี

1886 เกิดการพิพากระหว่างการแบ่งเขตแดนระหว่างอังกฤษกับเยอรมันบนหมู่เกาะโซโลมอน ซึ่ง

ต่อมาอังกฤษได้ประกาศครอบครองดินแดนหมู่เกาะโซโลมอนแต่ผู้เดียว หมู่เกาะโซโลมอนนั้นมัก

พบกับปัญหาในการยึดครองดินแดนและข้อพิพากมากมายโดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หมู่เกาะ

แห่งนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่คู่สงรามต้องการยึดครองดินแดน ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่สามารถพักสินค้าและท่า

เทียบเรือรวมถึงเกาะยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์มากมายทำให้ทางจักรวรรดิญี่ปุ่นต้องการที่

จะยึดครองดินแดนแห่งนี้แต่ทางกองทัพสหราชอาณาจักรสามารถยึดดินแดนของเกาะโซโลมอน

กลับมาได้สำเร็จอีกครั้งในปี 1945 และปี 1976 หมู่เกาะโซโลมอนประกาศเป็นดินแดนปกครอง

ตนเองและเข้าร่วมภาคีสหประชาชาติวันที่ 19 กันยายน ปี 1978 แต่ยังคงมี สมเด็จพระราชินีนาถอลิ

ซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเป็นประมุข ปัจจุบันหมู่เกาะโซโลมอนจัดว่าเป็นสถานที่ท่อง

เที่ยวทางทะเลแห่งหนึ่งที่มีความนิยมเทียบเท่ามัลดีฟจัดว่าเป็นทะเลที่มีความงดงามและยังมี

ประเพณีท้องถิ่นของชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังคงอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้จนได้รับการขนานนามว่าเป็น

ไข่มุกแห่งแปซิฟิก