อุทยานแห่งชาติตองการิโร อุทยานประวัติศาสตร์แห่งนิวซีแลนด์

อุทยานแห่งชาติตองการิโร เป็นอุทยานแห่งชาติทางประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ที่เกาะเหนือของประเทศ

นิวซีแลนด์ อยู่ห่างจากเมืองโอ๊คแลนด์และเวลลิงตันประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง ได้รับการขึ้นทะเบียน

เป็นอุทยานแห่งชาติในปี 1887 และเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศนิวซีแลนด์ ภายใน

อุทยานแห่งชาติประกอบด้วยแหล่งน้ำธรรมชาติ ทะเลสาบต่างๆ และมีธรรมชาติที่สวยงามรวมถึงยัง

เป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การศึกษาทางธรณีวิทยาด้วย อุทยานแห่งชาติตองการิโรจัดว่าเป็นแหล่งท่อง

เที่ยวที่สำคัญและเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่ผู้คนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก ภายใน

เขตอุทยานมีลักษณะภูมิประเทศที่โดดเด่นและมีความหลากหลาย ซึ่งประกอบด้วยภูเขาไฟที่มีชื่อ

เสียงของประเทศจำนวน 3 ลูกซึ่งยังไม่ดับสนิทได้แก่ ภูเขาไฟรัวเปฮู , ภูเขาไฟงาอูรูฮอเอ และ

ภูเขาไฟตองการิโร ซึ่งก็เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิท รวมถึงยังประกอบด้วยที่ราบทุ่งหญ้าแอลไฟน์

และมีแหล่งน้ำพุร้อนหลายจุดภายในอุทยาน นอกจากนี้ยังมีทัศนียภาพของเทือกเขาที่มีหิมะ

ปกคลุมแห่งความสวยงาม นักท่องเที่ยวนั้นจะดื่มด่ำกับธรรมชาติที่หลากหลายตลอดพื้นที่ 795

ตารางกิโลเมตร อุทยานแห่งชาติตองการิโรนั้นถือกำเนิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในช่วงที่

เกาะเหนือของนิวซีแลนด์ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกัน ก่อให้เกิดภูเขาไฟขึ้นหลายลูกในบริเวณนั้นซึ่ง

เวลาหลายล้านปีต่อมาภูเขาไฟเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งจนทำให้ปัจจุบันมีเหลือภูเขาไฟ

อุทยานแห่งชาติตองการิโร

อุทยานแห่งชาติตองการิโร

เพียง 3 ลูกภายในเขตอุทยานซึ่งในพื้นที่ของภูเขาไฟเหล่านั้นมีทัศนียภาพที่แปลกตาและงดงาม

บางจุดมีทะเลสาบที่ถือกำเนิดจากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วหลายจุด นอกจากแหล่งภูเขาไฟ

แล้วพื้นที่โดยรอบยังมีป่าเขตหนาวอบอุ่นซึ่งก็มีลำธารซึ่งน้ำนั้นไหลลงมาจากเทือกเขาซึ่งมีความ

สวยงามอย่างมาก อุทยานแห่งชาติตองการิโรนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของนักผจญภัย

เช่น การเดินป่า, ล่องเรือริมทะเลสาบสีเขียวมรกต, ปั่นจักรยานเสือภูเขา และกิจกรรมทางกีฬาเช่น

การเล่นสกีหิมะในช่วงฤดูหนาว นอกจากเป็นที่ท่องเที่ยวสำคัญแล้วอุทยานแห่งชาติตองการิโรยัง

ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติด้วย ซึ่งในอดีตนั้นพื้นที่ของ

อุทยานเคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวพื้นเมืองอย่างชนเผ่าเมารีซึ่งมีหลักฐานว่าเคยอาศัยอยู่

ใกล้กับภูเขาไฟและริมทะเลสาบซึ่งถือว่ามีความสำคัญทางวัฒนธรรมและพื้นที่อุทยานค่อนข้างมี

ความเก่าแก่โดยจัดว่าเป็นสถานที่ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ สำหรับในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของ

อุทยานแห่งชาติตองการิโรนั้นเหมาะแก่การท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวซึ่งจะมีลักษณะ

ของภูมิทัศน์ที่งดงามต่างกันออกไป แถมยังมีประวัติศาสตร์เช่น Kaikawaka Villa ซึ่งเป็นกระ

ท่อมกลางป่าสร้างขึ้นในช่วงปี 1930 ปัจจุบันดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์

จระเข้น้ำเค็ม เพชฌฆาตสุดอันตรายแห่งดินแดนออสเตรเลีย

จระเข้น้ำเค็ม นั้นนับว่ามีสัตว์หลากหลายชนิดที่สามารถพบได้แถบจะทุกพื้นที่หนึ่งในนั้น

คือ จระเข้น้ำเค็ม ในพื้นที่ของออสเตรเลียมีจระเข้น้ำเค็มตามธรรมชาติอยู่จำนวนมากและจัดว่าเป็น

สัตว์ที่อันตรายต่อมนุษย์อย่างมากเมื่อเทียบกับจระเข้น้ำจืด จระเข้น้ำเค็มนั้นไม่ได้กระจายในพื้นที่

ออสเตรเลียเท่านั้นสามารถพบได้ในบริเวณเขตป่าร้อนชื้นใกล้ชายฝั่งและปากแม่น้ำแทบทุกพื้นที่

ทั่วโลกแต่บางประเทศนั้นจระเข้น้ำเค็มตามธรรมชาติค่อนข้างเหลือน้อยหรือแทบจะไม่พบแล้วใน

ปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะพบในเขตอุทยานแห่งชาติเท่านั้น จระเข้น้ำเค็ม หรือ จระเข้น้ำกร่อย, ไอ้เคี่ยม

หรือในประเทศไทยเรียกว่า จระเข้ทองหลาง จระเข้น้ำเค็มจัดว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ใหญ่ที่สุดใน

โลกเท่าที่เคยพบมาและจัดว่าเป็นสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์ที่ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์จนถึงปัจจุบันโดยแทบ

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของสัตว์สายพันธุ์นี้เลย จระเข้น้ำเค็มมีรูปร่างคล้ายคลึงกับจระเข้น้ำ

จืดเกือบทุกส่วนของร่างกายแต่จระเข้น้ำเค็มนั้นมีรูปร่างที่ใหญ่กว่าเกือบสองเท่าเมื่อโตเต็มวัย มีพัง

จระเข้น้ำเค็ม

จระเข้น้ำเค็ม

พืดที่เท้าหลังใช้ว่ายน้ำสังเกตง่ายๆว่าจระเข้ชนิดใดคือจระเข้น้ำเค็ม บริเวณท้ายทอยจะมีเกล็ด 4

เกล็ด ซึ่งจระเข้น้ำจืดไม่มีเกล็ดที่ท้ายทอย รวมถึงมีความดุร้ายกว่ารวมถึงยังเป็นอันตรายต่อสิ่งมี

ชีวิตทุกชนิดรวมถึงมนุษย์ด้วย เคยมีรายงานว่ามนุษย์เคยถูกจระเข้ทำร้ายด้วย ตัวโตเต็มวัยมีความ

ยาวถึง 4 – 6 เมตรหนักตั้งแต่ 700 – 1,000 กิโลกรัมรวมถึงมีขากรรไกรที่แข็งแรงมากและนับว่าเป็น

สัตว์ที่มีแรงกัดมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลกโดยมีแรงกัดถึง 1,700 ปอนด์ สามารถกระโดดจากน้ำได้

สูงถึง 6 – 10 ฟุต สำหรับในพื้นที่ของประเทศออสเตรเลียและดินแดนใกล้เคียงมีจระเข้น้ำเค็มตาม

ธรรมชาติอยู่มาก เช่น อุทยานแห่งชาติคาคาคู, ทางตอนเหนือของประเทศในเขตป่าชายเลยและป่า

เขตร้อนใกล้ชายฝั่ง รวมถึงยังสามารถพบเจอได้ตามแหล่งที่อยู่อาศัยใกล้ชายฝั่งทะเลด้วย โดย

เฉพาะออสเตรเลียนั้นประชาชนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของจระเข้น้ำเค็มต้อง

ระมัดระวังเป็นพิเศษซึ่งบางครั้งมันก็ขึ้นมาอาบแดดใกล้ๆกับบริเวณบ้านของผู้คน นอกจากนี้ในพื้นที่

ของรัฐฟอริด้า สหรัฐอเมริกา ก็มีจระเข้น้ำเค็มชุกชุมมากเช่นกัน สำหรับจระเข้น้ำเค็มใหญ่ที่สุดที่เคย

ค้นพบนั้นอยู่ที่ประเทศฟลิปปินส์ ถูกจับได้เมื่อวันที่ 3 กันยายน ปี 2011 จระเข้ตัวนี้มีความยาว 6.4

เมตรหนักประมาณ 1.1ตันคาดว่ามีอายุประมาณ 50 ปี ถูกบันทึกสถิติว่าเป็นจระเข้น้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุด

ในโลก สำหรับในประเทศไทยไม่มีจระเข้น้ำเค็มตามธรรมชาติให้เห็นแล้วล่าสุดมีข่าวว่าพบจระเข้น้ำ

เค็มธรรมชาติโผล่ที่ชายฝั่งทางตะวันตกของเกาะภูเก็ตซึ่งก็ถูกเจ้าหน้าที่จับและนำไปเลี้ยงที่ศูนย์

อนุรักษ์พันธุ์สัตว์แล้ว