อุทยานแห่งชาติตองการิโร อุทยานประวัติศาสตร์แห่งนิวซีแลนด์

อุทยานแห่งชาติตองการิโร เป็นอุทยานแห่งชาติทางประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ที่เกาะเหนือของประเทศ

นิวซีแลนด์ อยู่ห่างจากเมืองโอ๊คแลนด์และเวลลิงตันประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง ได้รับการขึ้นทะเบียน

เป็นอุทยานแห่งชาติในปี 1887 และเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศนิวซีแลนด์ ภายใน

อุทยานแห่งชาติประกอบด้วยแหล่งน้ำธรรมชาติ ทะเลสาบต่างๆ และมีธรรมชาติที่สวยงามรวมถึงยัง

เป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การศึกษาทางธรณีวิทยาด้วย อุทยานแห่งชาติตองการิโรจัดว่าเป็นแหล่งท่อง

เที่ยวที่สำคัญและเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่ผู้คนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก ภายใน

เขตอุทยานมีลักษณะภูมิประเทศที่โดดเด่นและมีความหลากหลาย ซึ่งประกอบด้วยภูเขาไฟที่มีชื่อ

เสียงของประเทศจำนวน 3 ลูกซึ่งยังไม่ดับสนิทได้แก่ ภูเขาไฟรัวเปฮู , ภูเขาไฟงาอูรูฮอเอ และ

ภูเขาไฟตองการิโร ซึ่งก็เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิท รวมถึงยังประกอบด้วยที่ราบทุ่งหญ้าแอลไฟน์

และมีแหล่งน้ำพุร้อนหลายจุดภายในอุทยาน นอกจากนี้ยังมีทัศนียภาพของเทือกเขาที่มีหิมะ

ปกคลุมแห่งความสวยงาม นักท่องเที่ยวนั้นจะดื่มด่ำกับธรรมชาติที่หลากหลายตลอดพื้นที่ 795

ตารางกิโลเมตร อุทยานแห่งชาติตองการิโรนั้นถือกำเนิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในช่วงที่

เกาะเหนือของนิวซีแลนด์ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกัน ก่อให้เกิดภูเขาไฟขึ้นหลายลูกในบริเวณนั้นซึ่ง

เวลาหลายล้านปีต่อมาภูเขาไฟเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งจนทำให้ปัจจุบันมีเหลือภูเขาไฟ

อุทยานแห่งชาติตองการิโร

อุทยานแห่งชาติตองการิโร

เพียง 3 ลูกภายในเขตอุทยานซึ่งในพื้นที่ของภูเขาไฟเหล่านั้นมีทัศนียภาพที่แปลกตาและงดงาม

บางจุดมีทะเลสาบที่ถือกำเนิดจากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วหลายจุด นอกจากแหล่งภูเขาไฟ

แล้วพื้นที่โดยรอบยังมีป่าเขตหนาวอบอุ่นซึ่งก็มีลำธารซึ่งน้ำนั้นไหลลงมาจากเทือกเขาซึ่งมีความ

สวยงามอย่างมาก อุทยานแห่งชาติตองการิโรนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของนักผจญภัย

เช่น การเดินป่า, ล่องเรือริมทะเลสาบสีเขียวมรกต, ปั่นจักรยานเสือภูเขา และกิจกรรมทางกีฬาเช่น

การเล่นสกีหิมะในช่วงฤดูหนาว นอกจากเป็นที่ท่องเที่ยวสำคัญแล้วอุทยานแห่งชาติตองการิโรยัง

ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติด้วย ซึ่งในอดีตนั้นพื้นที่ของ

อุทยานเคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวพื้นเมืองอย่างชนเผ่าเมารีซึ่งมีหลักฐานว่าเคยอาศัยอยู่

ใกล้กับภูเขาไฟและริมทะเลสาบซึ่งถือว่ามีความสำคัญทางวัฒนธรรมและพื้นที่อุทยานค่อนข้างมี

ความเก่าแก่โดยจัดว่าเป็นสถานที่ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ สำหรับในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของ

อุทยานแห่งชาติตองการิโรนั้นเหมาะแก่การท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวซึ่งจะมีลักษณะ

ของภูมิทัศน์ที่งดงามต่างกันออกไป แถมยังมีประวัติศาสตร์เช่น Kaikawaka Villa ซึ่งเป็นกระ

ท่อมกลางป่าสร้างขึ้นในช่วงปี 1930 ปัจจุบันดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์

จระเข้น้ำเค็ม เพชฌฆาตสุดอันตรายแห่งดินแดนออสเตรเลีย

จระเข้น้ำเค็ม นั้นนับว่ามีสัตว์หลากหลายชนิดที่สามารถพบได้แถบจะทุกพื้นที่หนึ่งในนั้น

คือ จระเข้น้ำเค็ม ในพื้นที่ของออสเตรเลียมีจระเข้น้ำเค็มตามธรรมชาติอยู่จำนวนมากและจัดว่าเป็น

สัตว์ที่อันตรายต่อมนุษย์อย่างมากเมื่อเทียบกับจระเข้น้ำจืด จระเข้น้ำเค็มนั้นไม่ได้กระจายในพื้นที่

ออสเตรเลียเท่านั้นสามารถพบได้ในบริเวณเขตป่าร้อนชื้นใกล้ชายฝั่งและปากแม่น้ำแทบทุกพื้นที่

ทั่วโลกแต่บางประเทศนั้นจระเข้น้ำเค็มตามธรรมชาติค่อนข้างเหลือน้อยหรือแทบจะไม่พบแล้วใน

ปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะพบในเขตอุทยานแห่งชาติเท่านั้น จระเข้น้ำเค็ม หรือ จระเข้น้ำกร่อย, ไอ้เคี่ยม

หรือในประเทศไทยเรียกว่า จระเข้ทองหลาง จระเข้น้ำเค็มจัดว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ใหญ่ที่สุดใน

โลกเท่าที่เคยพบมาและจัดว่าเป็นสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์ที่ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์จนถึงปัจจุบันโดยแทบ

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของสัตว์สายพันธุ์นี้เลย จระเข้น้ำเค็มมีรูปร่างคล้ายคลึงกับจระเข้น้ำ

จืดเกือบทุกส่วนของร่างกายแต่จระเข้น้ำเค็มนั้นมีรูปร่างที่ใหญ่กว่าเกือบสองเท่าเมื่อโตเต็มวัย มีพัง

จระเข้น้ำเค็ม

จระเข้น้ำเค็ม

พืดที่เท้าหลังใช้ว่ายน้ำสังเกตง่ายๆว่าจระเข้ชนิดใดคือจระเข้น้ำเค็ม บริเวณท้ายทอยจะมีเกล็ด 4

เกล็ด ซึ่งจระเข้น้ำจืดไม่มีเกล็ดที่ท้ายทอย รวมถึงมีความดุร้ายกว่ารวมถึงยังเป็นอันตรายต่อสิ่งมี

ชีวิตทุกชนิดรวมถึงมนุษย์ด้วย เคยมีรายงานว่ามนุษย์เคยถูกจระเข้ทำร้ายด้วย ตัวโตเต็มวัยมีความ

ยาวถึง 4 – 6 เมตรหนักตั้งแต่ 700 – 1,000 กิโลกรัมรวมถึงมีขากรรไกรที่แข็งแรงมากและนับว่าเป็น

สัตว์ที่มีแรงกัดมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลกโดยมีแรงกัดถึง 1,700 ปอนด์ สามารถกระโดดจากน้ำได้

สูงถึง 6 – 10 ฟุต สำหรับในพื้นที่ของประเทศออสเตรเลียและดินแดนใกล้เคียงมีจระเข้น้ำเค็มตาม

ธรรมชาติอยู่มาก เช่น อุทยานแห่งชาติคาคาคู, ทางตอนเหนือของประเทศในเขตป่าชายเลยและป่า

เขตร้อนใกล้ชายฝั่ง รวมถึงยังสามารถพบเจอได้ตามแหล่งที่อยู่อาศัยใกล้ชายฝั่งทะเลด้วย โดย

เฉพาะออสเตรเลียนั้นประชาชนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของจระเข้น้ำเค็มต้อง

ระมัดระวังเป็นพิเศษซึ่งบางครั้งมันก็ขึ้นมาอาบแดดใกล้ๆกับบริเวณบ้านของผู้คน นอกจากนี้ในพื้นที่

ของรัฐฟอริด้า สหรัฐอเมริกา ก็มีจระเข้น้ำเค็มชุกชุมมากเช่นกัน สำหรับจระเข้น้ำเค็มใหญ่ที่สุดที่เคย

ค้นพบนั้นอยู่ที่ประเทศฟลิปปินส์ ถูกจับได้เมื่อวันที่ 3 กันยายน ปี 2011 จระเข้ตัวนี้มีความยาว 6.4

เมตรหนักประมาณ 1.1ตันคาดว่ามีอายุประมาณ 50 ปี ถูกบันทึกสถิติว่าเป็นจระเข้น้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุด

ในโลก สำหรับในประเทศไทยไม่มีจระเข้น้ำเค็มตามธรรมชาติให้เห็นแล้วล่าสุดมีข่าวว่าพบจระเข้น้ำ

เค็มธรรมชาติโผล่ที่ชายฝั่งทางตะวันตกของเกาะภูเก็ตซึ่งก็ถูกเจ้าหน้าที่จับและนำไปเลี้ยงที่ศูนย์

อนุรักษ์พันธุ์สัตว์แล้ว

งูไทปัน งูพิษที่ร้ายแรงที่สุดติดอันดับโลก

งูไทปัน ของออสเตรเลียนั้นจัดว่ามีงูพิษร้ายแรงที่ติดอันดับต้นของโลกกว่า 12 สายพันธุ์หนึ่งใน

นั้นคือ งูไทปัน งูพิษชนิดนี้จัดว่าเป็นงูพิษที่กระจายตามพื้นที่ทะเลทรายของประเทศออสเตรเลีย

และในแถบปาปัวนิวกินี แต่มีถิ่นกำเนิดที่ออสเตรเลีย งูไทปัน จัดว่าเป็นงูพิษที่ร้ายแรงประเภทงูพิษ

เขี้ยวหน้าและพิษที่ร้ายแรงกว่าพิษของงูเห่าถึง 50 เท่าโดยพิษเพียง 1 มิลลิกรัมสามารถฆ่ามนุษย์

ได้ถึง 100 คน งูไทปันกระจายอยู่ตามพื้นที่ทะเลทรายของประเทศออสเตรเลียอาศัยอยู่ตามซอก

หิน ตัวโตเต็มวัยมีความยาว 2 – 3 เมตร ลักษณะลำตัวเรียวยาวและค่อยข้างเคลื่อนที่ว่องไว ลำตัวมี

ลักษณะมีสีน้ำตาลหรือสีเขียวไหม้ มีจุดดำตามเกล็ด ชื่อของงูไทปันนั้นมาจากแถบกำเนิดเดิมของ

มันคือเกาะไทปันในแถบเอเชีย-โอเชียเนีย ต่อมาได้เข้ามากระจายสายพันธุ์ตามพื้นที่ของ

ออสเตรเลียเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ อาหารของงูไทปันเช่น นกชนิดต่างๆ, หนู,

พอสซัม, จิงโจ้เล็ก หรือแม้แต่งูขนาดเล็กก็เช่นกัน งูไทปันค่อนข้างกระจายพันธุ์อย่างรวดเร็วตัวเมีย

ออกไข่ราว 10 – 15 ฟอง แม้ว่างูชนิดนี้จะกระจายสายพันธุ์มากแต่บางครั้งก็เป็นอาหารของนก

ขนาดใหญ่เช่น เหยียว และนกอินทรีเช่นกัน งูไทปันถูกแบ่งออกเป็น 3 ชนิดย่อย คือ งูไทปัน

ธรรมดา, งูไทปันโพ้นทะเล และงูไทปันกลาง แต่ละชนิดมีพิษที่แตกต่างกันไปแต่สำหรับ งูไทปัน

โพ้นทะเลนั้นจัดว่าเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก แต่มนุษย์ที่เสียชีวิตเพราะงูไทปันโพ้นทะเล

งูไทปัน

งูไทปัน

ค่อนข้างน้อยเนื่องจากมีนิสัยขี้อายและกลัวคนมักจะหลบหนีเมื่อเจอมนุษย์มากกว่า และงูไทปัน

ธรรมดานั้นจัดว่าเป็นงูพิษที่มีพิษร้ายแรงติดอันดับสามของโลกและเป็นงูที่ค่อนข้างว่องไวกระจาย

สายพันธุ์ตามพื้นที่ทางเหนือของตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ รวมถึงเกาะนิวกินีด้วย สำหรับ

วิวัฒนาการของงูไทปันนั้นนักชีววิทยาเชื่อว่าสภาพที่แห้งแล้งของทะเลทรายนั้นทำให้งูสังหาร

เหยื่อโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงมากในสภาพอากาศแบบนี้ สำหรับพิษของงูนั้นมีส่วนประกอบของ

สารนิวโรท็อกซิน, โปรตีนโปรโคอะกูเลนท์, สารไมโทซิน ซึ่งเป็นสารพิษที่ทำลายระบบกล้ามเนื้อ

และระบบการแข็งตัวของเลือด ทำให้แผลที่ถูกกัดมีเลือดไหลตลอดเวลา งูไทปันทั้ง 3 ชนิดนั้น

แม้ว่าจะเป็นงูตามธรรมชาติแต่บางครั้งก็สามารถพบเจอได้บ่อยครั้งในถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ โดย

เฉพาะในแถบชนบทจะสามารถพบได้มากที่สุด ซึ่งมักพบเจอได้ตามส่วนต่างๆของบ้านโดยเฉพาะ

ในช่วงฤดูหนาวนั้นเหล่างูจะเลื้อยเข้ามาเพื่อหาความอบอุ่นในบ้าน นอกจากนี้ยังสามารถพบเจอได้

ในรถยนต์ รองเท้าบูท หรือแม้แต่ในห้องนอนด้วย

จิงโจ้ สัตว์ประจำถิ่นแห่งออสเตรเลีย

จิงโจ้ ดินแดนของออสเตรเลียนั้นประเทศออสเตรเลียจัดว่ามีสัตว์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดและ

จิงโจ้ สัตว์อีกสายพันธุ์หนึ่งที่สามารถพบได้จากประเทศนี้ จิงโจ้ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มี

ลักษณะพิเศษคือเพศเมียจะมีกระเป๋าหน้าท้องสำหรับเป็นหลบภัยของลูกอ่อน จัดอยู่ประเภทสัตว์

ขนาดใหญ่ จิงโจ้ เป็นสัตว์ประจำถิ่นของประเทศออสเตรเลียและมีกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของ

ประเทศสามารถพบได้ในเมืองใหญ่ด้วย จิงโจ้นั้นเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการจากสัตว์ประเภทหนูเมื่อ

45 ล้านปีก่อน ซึ่งสัตว์ประเภทหนูดังกล่าวนั้นมีกระเป๋าหน้าท้อง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

ต่อมาราว 7 – 8 ล้านปีก่อนนั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชื่อว่า วอลลาบี หรือจิงโจ้แคระก็ถือกำเนิดขึ้นมา

บางชนิดสามารถปืนป่ายตามต้นไม้ได้ ต่อมาจิงโจ้ได้วัฒนาการเรื่อยๆมาจนมีหลากหลายสายพันธุ์

ในออสเตรเลียไม่ว่าจะเป็น จิงโจ้แดง, จิงโจ้สีเท้า โดยจิงโจ้แดงเป็นชนิดที่ใหญ่ที่สุด จิงโจ้มีชื่อ

จริงๆว่า แคงการู (Kangaroo) เป็นภาษาพื้นเมืองตะวันตกของประเทศ สำหรับคำว่าจิงโจ้นั้นใน

ภาษาไทยไม่มีชื่อที่มาชัดเจน โดยคำว่า แคงการูนั้นภาษาอะบอริจินแปลว่า ฉันไม่เข้าใจ ต่อมาคำ

ดังกล่าวกลายเป็นชื่อสามัญในภาษาอังกฤษของจิงโจ้ ทั้งนี้คำว่าจิงโจ้นั้นอาจมาจากการกระโดด

ของจิงโจ้เป็นคำแสลงจากภาษาไทยคำว่า ชิงช้า และเรียกผิดเพี้ยนเป็น จิงโจ้ก็เป็นได้ จิงโจ้มี

จิงโจ้

จิงโจ้

 

ลักษณะที่หลากหลายตามชนิดส่วนใหญ่มีความสูงราว 30 – 45 ซม. ตัวโตเต็มวัยมีความสูง 6 ฟุต

หนักราว 1.5 ปอนด์ ลำตัวงอคล้ายตัว L มีอุ้งเท้าหลังที่ใหญ่และมีกำลังมากโดยใช้กระโดดหนีศัตรู

ส่วนอุ้งเท้าหน้าขนาดเล็กกว่าใช้ในการขวักดินหาอาหาร จิงโจ้เป็นสัตว์ที่ค่อนข้างมีความแข็งแรง

มาก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจิงโจ้นั้นอาจเป็นสัตว์ที่กลายพันธุ์จากสภาพแวดล้อมของทวีป

ออสเตรเลียซึ่งสัตว์ต้องปรับสภาพตามภูมิอากาศ โดยจิงโจ้เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่กระจายพันธุ์และ

ลอาศัยในพื้นที่ของออสเตรเลียเท่านั้น อาหารหลักของจิงโจ้ส่วนใหญ่คือ หญ้า และแมลงบางชนิด

กระเป๋าหน้าท้องของจิงโจ้นั้นมีเฉพาะในเพศเมียเท่านั้นภายในคือเต้านมเพื่อให้ลูกอ่อนดื่มนม

ภายใน โดยจิงโจ้เพศเมียจะตั้งท้องราว 30 – 45 วัน เมื่อตัวอ่อนเกิดลงแม่จะนำลูกอ่อนใส่กระเป๋า

หน้าท้องโดยลูกอ่อนจะอาศัยภายในจนอายุ 1 ปีถึงจะออกจากกระเป๋าหน้าท้องของแม่ จิงโจ้จัดว่า

เป็นสัตว์ประจำชาติของประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นสัญลักษณ์เด่นของประเทศ อีกทั้งยังจัดว่าเป็น

สัตว์คุ้มครองห้ามไม่ให้ใครทำร้ายจิงโจ้ นั่นทำให้จิงโจ้สามารถกระจายสายพันธุ์ไปทั่วออสเตรเลีย

ทั้งจิงโจ้นั้นถือว่าเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างดุร้ายโดยเฉพาะตัวผู้หากเข้าใกล้ถิ่นของจิงโจ้อาจทำให้คนที่

เข้าใกล้ถูกทำร้ายบาดเจ็บได้

มิลฟอร์ดซาวน์ แดนสวรรค์แห่งนิวซีแลนด์

มิลฟอร์ดซาวน์ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแห่งดินแดนออสเตรเลียและภูมิ

ภาคออสตราลาเซีย มิลฟอร์ดซาวน์ ตั้งอยู่บริเวณเขตอุทยานแห่งชาติฟยอร์ดแลนด์ ในเกาะใต้ของ

ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ สถานที่แห่งนี้จัดว่าเป็นจุดหมาย

ปลายทางแห่งหนึ่งที่จัดว่าเป็นดินแดนสวรรค์แห่งซีกโลกใต้ มิลฟอร์ดซาวน์ มีลักษณะเป็นอ่าวฟ

ยอร์ดขนาดเล็กคล้ายกับฟยอร์ดที่นอร์เวย์ เปรียบเสมือนกับฟยอร์ดแห่งขั่วโลกใต้ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้น

จากธารน้ำแข็งแต่เป็นการกระทำทางธรณีวิทยา ซึ่งภายในมีทัศนียภาพของธรรมชาติที่จัดว่ามีความ

งดงามอย่างมากจึงถูกจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกซึ่งสถานที่แห่งนี้มีความสงบและ

ความเป็นธรรมชาติสูงมาก อีกทั้งยังได้รับขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย มิลฟอร์ดซาวน์ เกิด

จากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกบริเวณประเทศนิวซีแลนด์เมื่อหลายล้านปีก่อนทำให้เกิดรอยแยก

มิลฟอร์ดซาวน์

มิลฟอร์ดซาวน์

กว้างและยาวลึกเข้าไปในแผ่นดินลักษณะคล้ายกับแม่น้ำ ต่อมาทำให้น้ำทะเลไหลเข้าไปในบริเวณ

รอยแยกดังกล่าวก่อเกิดรวมถึงทะเลก็เซาะบริเวณชายฝั่งทำให้เกิดลักษณะของภูเขาสูงและมีผืนน้ำ

เบื้องหลังในที่สุด โดยลักษณะของฟยอร์ดจะมีความแตกต่างจากฟยอร์ดในนอร์เวย์คือ ที่นอร์เวย์จะ

เป็นการละลายของธารน้ำแข็งและการกัดเซาะเกิดเป็นหน้าผาสูงชันหลายร้อยเมตรและหน้าผาเป็น

หินแข็งและสูงชันมาก และส่วนฟยอร์ดที่ มิลฟอร์ดซาวน์ นั้นประกอบด้วยภูเขาที่ถูกดันตัวขึ้นมาโดย

จุดที่สูงที่สุดคือ ภูเขาเพลมโบลค สูง 2,015 เมตรและบริเวณโดยรอบคือป่าไม้ในเขตหนาวอบอุ่นที่

มีความสวยงามซึ่งหากวันที่ท้องฟ้าเปิดจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบอย่างสวยงาม

นอกจากนี้ภายในมิลฟอร์ดซาวน์นั้นยังมีน้ำตกที่มีชื่อเสียงของอุทยานชื่อว่า น้ำตกโบเว่น เป็นน้ำตก

ที่สูงที่สุดในประเทศโดยมีความสูงประมาณ 160 เมตรไหลลงมาจากผาสูงชันจัดว่าเป็นจุดชมวิวที่

สวยงามนอกจากนี้บริเวณโดยรอบของน้ำตกยังเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าแมวน้ำจำนวนมากด้วย ซึ่ง

ในวันที่มีอากาศแจ่มใสเหล่าแมวน้ำจะขึ้นมาบนโขดหินอาบแดดให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมกัน

โดยภายในอุทยานแห่งชาติและมิลฟอร์ดซาวน์นั้นจะมีบริเวณเรือท่องเที่ยวพาทัวร์นักท่องเที่ยวชม

บริเวณโดยรอบของมิลฟอร์ดซาวน์ ซึ่งเรือจะมีการบริการทั้งอาหาร เครื่องดื่มต่างๆ รวมถึงสามารถ

ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปบนดาดฟ้าของเรือได้เลย โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกเที่ยวเรือได้ตัวเอง

นอกจากนี้แล้วหากใครที่ไม่ชอบการนั่งเรือชม ภายในอุทยานยังมีบริการเครื่องบินเล็กท่องเที่ยว

ด้วยแต่อัตราค่าบริการเครื่องบินนั้นค่อนข้างแพงมากและในวันที่อากาศไม่แจ่มใสจะไม่ให้บริการ

เพื่อความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวซึ่งมิลฟอร์ดซาวน์จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งหนี่

งของนิวซีแลนด์

 

 

โขดหินอุลูรู ก้อนหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ดินแดนของออสเตรเลียนั้นมีสถานที่ทางธรรมชาติมากมายอีกสถานที่หนึ่งอย่าง โขดหินอุลูรู

จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของประเทศออสเตรเลีย โขดหินอุลูรู หรือ

เรียกอีกชื่อว่า หินแอร์ส ซึ่งชื่อเดิมตั้งตามชื่อของ เซอร์เฮนรี่ แอร์ส นายกรัฐมนตรีของเซาธ์

ออสเตรเลียในปี ค.ศ. 1873 โดยในปัจจุบันได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า โขดหินอุลูรู ซึ่งเป็น

ภาษาอะบอริจิน มีลักษณะเป็นสันเขารูปโดมคล้ายมันฝรั่งตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางพื้นที่ของทะเล

ทรายทางภาคกลางของออสเตรเลีย คล้ายเป็นสันเขาที่โผล่ขึ้นจากพื้นดิน เดิมทีเชื่อว่าหินอุลูรูนั้น

เป็นภูเขา ต่อมานักธรณีวิทยาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าประกอบด้วยแร่ธาตุที่เป็นหินแข็ง จึงทำให้

มันเป็นก้อนหินไม่ใช่ภูเขาแต่อย่างใด โดยวัดรอบฐานกว้าง 9 กิโลเมตร สูง 348 เมตร ทำให้มันคือ

โขดหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โขดหินอุลูรู นั้นมีลักษณะเป็นหินทรายสีแดงเป็นหินอาร์โคส ไม่มีต้นไม้

ขึ้นปกคลุม โขดหินนี้สามารถมองได้ไกลถึงระยะ 100 – 500 เมตรเลยทีเดียว บริเวณโดยรอบหินนั้น

มีร่องแตกแยกจากการกัดเซาะของฝนและลมเป็นเวลานาน นอกจากนี้สีของหินยังเปลี่ยนแปลงไป

ตามช่วงเวลาเช่น ช่วงเย็นใกล้อาทิตย์ตกจะเห็นเป็นหินสีเหลืองส้ม ช่วงกลางวันแดดจ้าจะเห็นเป็น

หินสีแดงเหมือนภูมิประเทศบนดาวอังคาร เป็นต้น นักธรณีวิทยาสันนิฐานว่า โขดหินอุลูรู นั้นมีอายุ

โขดหินอุลูรู

โขดหินอุลูรู

ราว 500 – 550 ล้านปีมาแล้วโดยหินนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นมหาสมุทรมาก่อนซึ่งในตอนนั้นทวีป

ออสเตรเลียจมอยู่ใต้น้ำและเวลาผ่านไปน้ำในมหาสมุทรลดระดับลงจนทำให้พื้นที่ของทวีปโผ่ลขึ้น

มาและเปลือกโลกดันตัวจนทำให้โขดหินนี้โผล่ขึ้นมานั่นเอง เมื่อมองใกล้ๆโขดหินจะมีลักษณะมี

รอยแยกและมีส่วนนูนๆหลายแห่งทั้งนี้ โขดหินอุลูรู นั้นเป็นสัญลักษณ์ตามความเชื่อของเผ่าอะบอริ

จินมายาวนานแล้วตามตำนานกล่าวไว้ว่า โขดหินอุลูรู ถือว่าเป็นเส้นทางแห่งความฝันและถูกสร้าง

โดยบรรพบุรุษของพวกเขาและเชื่อว่าในบริเวณของโขดหินนี้เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ครึ่งกระต่าย,

มนุษย์ครึ่งจิงโจ้ และมนุษย์ครึ่งงู และมีความเชื่อว่ามนุษย์ครึ่งงูเป็นภัยต่อชนเผ่าอะบอริจิน นั่นทำให้

ในปัจจุบันงูพิษต่างๆในพื้นที่นั้นมาจากมนุษย์ครึ่งงูนั่นเอง บ้างก็ว่าพื้นที่ของโขดหินอุลูรูเป็นสถานที่

ที่มนุษย์ครึ่งงูพวกเขาถูกสาปให้กลายเป็นโขดหิน นี้คือความเชื่อตำนานที่เล่าต่อๆกันมาของชาวอะ

บอริจิน ปัจจุบันโขดหินอุลูรูจัดว่าเป็นสวรรค์ของเหล่านักเดินป่าที่ชื่นชอบการผจญภัยซึ่งภายในมี

เส้นทางเดินป่าระยะทาง 4 กิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติคาคาดู หนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อุทยานแห่งชาติคาคาดู เป็นอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายทางชีววิทยาและ

ภูมิศาสตร์อย่างมากเป็นดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยวหลายคนที่อยากเดินทางมาสัมผัสความ

งดงามนี้ อุทยานแห่งชาติคาคาดู ตั้งอยู่ที่ดินแดนเทิร์นเทร์ริทอรี่ประเทศออสเตรเลีย ห่างจากเมือง

ดาวินไปทางตะวันออก 191 กิโลเมตร อุทยานแห่งชาติคาคาดู เป็นอุทยานแห่งชาติที่จัดว่ามีเนื้อที่

ที่มีขนาดใหญ่มากโดยมีเนื้อที่ประมาณ 19,800 ตารางกิโลเมตร จัดว่าเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติ

ของโลกที่ใหญ่ที่สุดได้รับการขึ้นทะเบียนในวันที่ 5 เมษายน ปี 1979 อุทยานแห่งชาติคาคาดูนั้นมี

ภูมิประเทศที่สวยงามมีลักษณะป่าดิบชื้นเขตร้อนที่กว้างใหญ่และมีหน้าผาสูงที่ทอดยาวกินพื้นที่ราว

1,200 กิโลเมตร และมีแหล่งน้ำ แม่น้ำ บึงน้ำ ภูเขาหินที่อุดมสมบูรณ์มากนอกจากนี้ภายในอุทยาน

ยังมีทั้งพืชพรรณนานาชนิด สัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนกที่มีทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพกว่า 1000

สายพันธุ์เดินทางมายังอุทยานแห่งชาตินี้ซึ่งถือว่าเป็นสวรรค์ของเหล่านกพวกนี้เพราะว่าเป็นแหล่ง

อุทยานแห่งชาติคาคาดู

อุทยานแห่งชาติคาคาดู

อาหารที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก สภาพอากาศของอุทยานแห่งชาติคาคาคูนั้นมีสองฤดูคือ ฤดูแล้ง

และฤดูฝน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมของมหาสมุทรอินเดียโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะมีสภาพ

อากาศที่แปรปรวนมากมีฝนตกหนาแน่นและเกิดพายุฟ้าคะนอง ซึ่งปริมาณน้ำค่อนข้างมีความหนา

แน่นแต่เมื่อเทียบกับป่าอเมซอนแล้ว พื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติคาคาคูนั้นไม่ค่อยมีน้ำท่วมสูงนัก

แต่ก็จะมีแหล่งน้ำขังบ้างกลายเป็นทุ่งหญ้ากึ่งทะเลสาบ ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาตินี้มีสัตว์

ประเภทเลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมากที่มีกว่า 60 ชนิด เช่น วอลลาบีภูเขาหูสั้น จิงโจ้แอนทีโลป วอล

ลารูดำ หมาป่าดิงโก้ ควอลล์ หนูต้นไม้เท้าดำ แบนดิคูดสีน้ำตาล ค้างคาวกินผลไม้สีดำ รวมถึง

พะยูนเข้ามาหากินในเขตพื้นที่ใกล้ชายฝั่งด้วย อีกหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาตินี้คือ

จระเข้ ที่มีจำนวนมากในออสเตรเลีย ภายในอุทยานแห่งชาติคาคาคูนั้นมีประชากรจระเข้ทั้งน้ำจืด

และน้ำเค็มจำนวนมาก ซึ่งในช่วงกลางวันตามแหล่งน้ำจะเห็นจระเข้ขึ้นมานอนอาบแดดมากมาย ซึ่ง

จระเข้น้ำจืดนั้นจะมีขนาดกว่าจระเข้น้ำเค็มและดุร้ายน้อยกว่ามาก ซึ่งทางอุทยานมีป้ายเตือนนักท่อง

เที่ยวให้ระวังจระเข้ตามแหล่งน้ำ โดยเฉพาะจระเข้น้ำเค็มที่มีความดุร้ายและขนาดลำตัวที่ใหญ่มาก

นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆอีกมากมายหลากหลายชนิด ทั้งยังมีปลา แมลงต่างๆกว่า

10,000 ชนิด พืชต้นไม้กว่า 1,700 ชนิดในเขตอุทยานซึ่งนับว่าอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ทั้งนี้อุทยาน

แห่งชาติคาคาคูได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดยยูเนสโกเมื่อปี 1981

นิวซีแลนด์ ประเทศโดดเดี่ยวแห่งแปซิฟิกตอนใต้

นิวซีแลนด์ เป็นของประเทศหนึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปออสเตรเลียได้รับการ

ขนานนามว่าดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว ห่างจากออสเตรเลียราว 2,000 กิโลเมตร นิวซีแลนด์เป็น

ส่วนหนึ่งของภูมิภาคในทวีปออสเตรเลียแต่ต่อมาได้กำหนดภูมิภาคใหม่ให้ตั้งอยู่ในเขตภูมิภาคออส

ตราลาเซียของมหาสมุทรแปซิฟิก นิวซีแลนด์ประกอบด้วยเกาะใหญ่จำนวน 2 เกาะ มีเมืองหลวงชื่อ

ว่าเวลลิงตัน นิวซีแลนด์จัดว่าเป็นประเทศที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวทางซีกโลกใต้เป็นดินแดนที่มี

ความสวยงามของธรรมชาติอย่างมากมีเนื้อที่ราว 268,021 ตารางกิโลเมตร นิวซีแลนด์ถือกำเนิด

แล้ว 60 ล้านปีก่อนนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านิวซีแลนด์แยกตัวออกจากออสเตรเลีย แต่นัก

วิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า นิวซีแลนด์เคยเป็นส่วนนหนึ่งของทวีปโบราณที่ชื่อว่าซีแลนเดียซึ่งมี

ขนากเท่ากับประเทศอินเดีย ต่อมาราว 84 ล้านปีก่อนทวีปดังกล่าวได้จมหายไปในทะเล และการ

เคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกเมื่อ 25 ล้านปีก่อนทำให้พื้นดินค่อยยกตัวขึ้นมาเป็นดินแดนของ

นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์ในที่สุด จากหลักฐานในปัจจุบันเชื่อว่าพื้นที่ของซีแลนเดียนั้นจมอยู่ใต้น้ำราว 5,000 ฟุต

นิวซีแลนด์อยู่ใกล้ออสเตรเลียมากที่สุดและมีความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งมีชีวิตที่แตกต่าง

จากประเทศอื่นๆ รวมถึงภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย โดยนิวซีแลนด์ถูกแบ่งออกเป็นเกาะใหญ่

2 เกาะห่างกันราว 20 กิโลเมตรโดยทะเลที่อยู่ระหว่างเกาะมีชื่อเรียกว่าช่องแคบคุก ภูมิประเทศ

ประกอบด้วยเทือกเขาสูงสลับชั้น ทางภาคเหนือเป็นที่ราบสูง ส่วนทางภาคใต้ประกอบด้วยเทือกเขา

สูงและภูเขาไฟ โดยภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศชื่อว่า  Aoraki/Mount Cook ซึ่งมีความสูง 3,754

เมตร และภูเขาไฟ Mount Ruapehu สูง 2,797 เมตร ปัจจุบันยังคงปะทุอยู่นอกจากนี้บริเวณทิว

เขายังมีทะเลสาบน้ำจืดที่สวยงามมากรวมถึงมีแหล่งน้ำจืดที่ครอบคลุมอันดับ 7 ของโลก

นิวซีแลนด์มีฤดูกาลทั้งสิ้น 4 ฤดูกาลในแต่ละฤดูกาลมีความงดงามของธรรมชาติที่แตกต่างออกไป

ทั้งนี้ส่วนใหญ่ภูมิอากาศของประเทศนั้นอยู่ในเขตหนาวอบอุ่น มีอากาศที่เย็นสบายในฤดูร้อนและ

หนาวจัดในฤดูหนาวแต่จะไม่หนาวจัดมากนักบางครั้งมีฝนตก บางจุดมีภูมิอากาศแบบชุ่มชื้น

เนื่องจากประเทศตั้งอยู่ใกล้กับจุดที่เรียกว่า ลมประจำพัดผ่านและกระแสน้ำอุ่นจากออสเตรเลีย

เกาะเหนือจะมีอากาศอบอุ่นอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 25 องศา สำหรับฤดูหนาวนั้นจะมีหิมะบางส่วนแต่

จะปกคลุมหนาแน่นที่ Mount Cook นิวซีแลนด์มีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานราว 700 ปีก่อนเป็นชาวพื้น

เมืองที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันเรียกว่า ชาวมาวรี และต่อมาดินแดนนี้ก็ถูกค้นพบโดยชาวดัตซ์ซึ่งล่องเรือ

มาจากออสเตรเลียและเจอกับเกาะนิวซีแลนด์โดยบังเอิญ ปัจจุบันนิวซีแลนด์ปกครองระบอบ

ประชาธิปไตย และ ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ประมุขแห่งรัฐ โดย สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซา

เบธที่ 2 เป็นประมุข

 

หมู่เกาะโซโลมอน สวรรค์แห่งท้องทะเลของชายฝั่งแปซิฟิก

หมู่เกาะโซโลมอน หากจะกล่าวถึงดินแดนสวรรค์ของท้องทะเลอย่างมัลดีฟส์ที่ว่าสวยงามแล้วอีก

แห่งที่สวยงามไม่แพ้

กันอย่าง หมู่เกาะโซโลมอน หมู่เกาะทางชายฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก หมู่เกาะโซโลมอน เป็น

ประเทศที่เป็นหมู่เกาะประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 900 เกาะในพื้นที่ของดินแดนทวีป

ออสเตรเลียรวมพื้นที่ประมาณ 28,000 ตารางกิโลเมตรตั้งอยู่ทางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ซึ่งหมู่

เกาะแห่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพซึ่งปัจจุบันยังคงปกครองภายใต้การปกครองของพระ

ราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร หมู่เกาะโซโลมอนจัดว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีทะเลที่

สวยงามติดอันดับโลกซึ่งมีทัศนียภาพของท้องทะเลที่งดงามมาก นักวิทยาศาสตร์สันนิฐานว่าหมู่

เกาะโซโลมอนถือกำเนิดขึ้นประมาณ 2 – 3 ล้านปีก่อนจากการปะทุของภูเขาไฟใต้ทะเลและเกิด

เป็นเกาะใหม่ขึ้นในทะเลทำให้ปัจจุบันหมู่เกาะโซโลมอนมีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะภูเขาไฟ

ซึ่งยังไม่ดับสนิทจำนวน 10 เกาะ หมู่เกาะโซโลมอนถือกำเนิดเกาะใหม่เรื่อยๆบ่อยครั้งนัก

หมู่เกาะโซโลมอน

หมู่เกาะโซโลมอน

วิทยาศาสตร์เชื่อว่าจะมีเกาะเกิดใหม่ในพื้นที่ของหมู่เกาะโซโลมอนอีกหลายเกาะนอกจากนี้ยังสันนิ

ฐานว่าเกาะแห่งนี้มีมนุษย์เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะนี้มานานกว่า 2,000 ปีแล้วจนกระทั่งในช่วงปี

1568 ในช่วงยุคแห่งการสำรวจแผ่นดินใหม่ หมู่เกาะแห่งนี้ก็ถูกค้นพบโดยนักสำรวจชาวสเปนชื่อว่า

Alvaro de Mendana และยังไม่มีการยึดครองดินแดนจากยุโรปในช่วงนั้นทำให้เกาะแห่งนี้ยัง

ไม่มีผู้คนเดินทางเข้าไปอาศัยในเกาะแห่งนี้เป็นเวลากว่า 250 ปี จนกระทั่งในช่วงยุคล่าอาณานิคมปี

1886 เกิดการพิพากระหว่างการแบ่งเขตแดนระหว่างอังกฤษกับเยอรมันบนหมู่เกาะโซโลมอน ซึ่ง

ต่อมาอังกฤษได้ประกาศครอบครองดินแดนหมู่เกาะโซโลมอนแต่ผู้เดียว หมู่เกาะโซโลมอนนั้นมัก

พบกับปัญหาในการยึดครองดินแดนและข้อพิพากมากมายโดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หมู่เกาะ

แห่งนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่คู่สงรามต้องการยึดครองดินแดน ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่สามารถพักสินค้าและท่า

เทียบเรือรวมถึงเกาะยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์มากมายทำให้ทางจักรวรรดิญี่ปุ่นต้องการที่

จะยึดครองดินแดนแห่งนี้แต่ทางกองทัพสหราชอาณาจักรสามารถยึดดินแดนของเกาะโซโลมอน

กลับมาได้สำเร็จอีกครั้งในปี 1945 และปี 1976 หมู่เกาะโซโลมอนประกาศเป็นดินแดนปกครอง

ตนเองและเข้าร่วมภาคีสหประชาชาติวันที่ 19 กันยายน ปี 1978 แต่ยังคงมี สมเด็จพระราชินีนาถอลิ

ซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเป็นประมุข ปัจจุบันหมู่เกาะโซโลมอนจัดว่าเป็นสถานที่ท่อง

เที่ยวทางทะเลแห่งหนึ่งที่มีความนิยมเทียบเท่ามัลดีฟจัดว่าเป็นทะเลที่มีความงดงามและยังมี

ประเพณีท้องถิ่นของชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังคงอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้จนได้รับการขนานนามว่าเป็น

ไข่มุกแห่งแปซิฟิก

ทวีปออสเตรเลีย ดินแดนที่หลากหลายทางภูมิศาสตร์

ดินแดนของ ทวีปออสเตรเลีย เป็นพื้นที่หนึ่งตั้งอยู่ทางซีกโลกใต้ระหว่างเส้นศูนย์สูตรลงไปซึ่งส่วน

ใหญ่คนคิดว่าทวีปออสเตรเลียเป็นพื้นที่ของประเทศออสเตรเลียประเทศเดียวแต่ทวีปออสเตรเลีย

ยังครอบคลุมพื้นที่ของประเทศอื่นๆ เช่น นิวกีนี, แทสมาเนีย สำหรับนิวซีแลนด์ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง

ของทวีปซึ่งประเทศนิวซีแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคที่เรียกว่าออสตราเลเซีย ออสเตรเลียเป็น

ทวีปที่เกิดจากการแยกตัวของแผ่นเปลือกโลกเมื่อหลายล้านปีก่อนมีลักษณะคล้ายกับเกาะขนาด

ใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางทะเลโดยมีมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียล้อมรอบพื้นที่ของทวีปโดย

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด ออสเตรเลียนั้นจัดว่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลาย

ทางภูมิศาสตร์อย่างมาก นอกจากนี้ยังประกอบด้วยเกาะอื่นๆมากมายโดยมีเนื้อที่ราว 7,692,024

ตารางกิโลเมตรมีเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกและเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นกว่า

ทวีปออสเตรเลีย

ทวีปออสเตรเลีย

ประชากรประเทศอื่นๆในภูมิภาค ออสเตรเลียนั้นนับว่าเป็นประเทศหนึ่งของโลกที่มีความหลาก

หลายทางชีววิทยาและภูมิภาคเช่นเดียวกับดินแดนของอเมริกาใต้ เป็นประเทศที่ไม่สิ่งที่เกิดขึ้นตาม

ธรรมชาติแถบทุกอย่างไว้ในประเทศนี้เดิมออสเตรเลียนั้นมีมนุษย์เข้ามาตั้งถิ่นฐานมายาวนานกว่า

40,000 ปีมาแล้วในสมัยยุคหิน จนถึงยุคสำรวจดินแดนต่างๆทั่วโลกพบว่าพื้นที่ของออสเตรเลียนั้น

มีมนุษย์หลากหลายเผ่าพันธุ์และเชื้อชาติเข้ามาอาศัยในพื้นที่ของออสเตรเลียไม่ว่าจะเป็น ชาวพื้น

เมืองออสเตรเลีย, ชาวดัตซ์, ชาวสเปน, ชาวอังกฤษ พื้นที่ของประเทศออสเตรเลียมีความหลาก

หลายมากเช่น พื้นที่ของตะวันตกเป็นทะเลทราย, ทางภาคใต้เป็นป่าดิบชื้น, ทางภาคเหนือและ

ตะวันออกเป็นภูเขาสูงและชายฝั่งและภาคกลางมีลักษณะเป็นที่ราบกว้างและทุ่งหญ้าสำหรับภูเขา

ของออสเตรเลียนั้นจะเป็นเทือกเขาที่ไม่สูงชันมากนักและมีความสูงไม่เกิน 1,600 เมตร

ออสเตรเลียนั้นตั้งอยู่ในเขตของกระแสน้ำอุ่นของสองมหาสมุทรที่มาบรรจบกันและได้รับอิทธิพล

จากกระแสลมเขตร้อนซึ่งทำให้ออสเตรเลียมักเผชิญกับพายุเขตร้อนในช่วงมรสุมบ่อยครั้ง ซึ่งทาง

ตอนเหนือของประเทศจะมีอากาศที่ร้อนและทางตอนใต้จะมีอากาศที่พอดีและมีอากาศเย็นในช่วง

ฤดูหนาว ออสเตรเลียได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนที่ลึกลับและโดดเดี่ยว บ้างก็ว่าออสเตรเลีย

นั้นไม่ใช่ทวีปแต่มีลักษณะเป็นเกาะขนาดใหญ่มากกว่าซึ่งนับว่าเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของ

โลกรองจากเกาะกรีนแลนด์ทางภูมิภาคขั้วโลกเหนือ ปัจจุบันออสเตรเลียมีประชากรที่หลากหลาย

เชื้อชาติ หลายศาสนาซึ่งสามารถแบ่งออกได้ถึง 250 ภาษาในทวีปแห่งนี้และจัดว่าเป็นประเทศที่

พัฒนาแล้วและออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่รวยที่สุดในโลกและมีเศรษฐกิจที่ใหญ่และเติบโต

อย่างรวดเร็วทั้งประชากรส่วนใหญ่ของออสเตรเลียจะตั้งถิ่นฐานตามชายฝั่งส่วนภูมิภาคอื่นๆจะ

เป็นการทำเกษตกรรมและการเพาะปลูก